ไขปริศนาใต้พีระมิดของชนเผ่า Aztecs
สุทัศน์ ยกส้าน

Aztecs เป็นชื่อของชนเผ่าอินเดียน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ก่อนที่ Columbus จะพบทวีปอเมริกานับพันปี ชนเผ่านี้มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมาก มีเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ก้าวหน้าทันสมัย และมีเทพเจ้า Quetzalcoatl ที่ทำหน้าที่พิทักษ์คุ้มครองเผ่า ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้ทรงความสามารถทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปกรรม วิศวกรรม สถาปัตยกรรม (และเวรกรรม) พระองค์ทรงมีผิวพระพักตร์ขาว มีพระทาฐิกะ (เครา) ดก ชาวเมืองทุกคนนับถือเทพองค์นี้มาก แต่ตำนานเล่าว่า เมื่อเทพ Quetzalcoatl ทรงได้รับความรักและการยกย่องมาก เทพองค์อื่น ๆ จึงอิจฉา จึงวางแผนทำให้เทพผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนอับอาย โดยการมอมเมาด้วยสุรา ซึ่งก็ได้ผล เพราะเทพ Quetzalcoatl ทรงเมาจนไร้สติ และเมื่อฟื้นพระองค์ทรงรู้สึกอับอายมาก จึงได้ตัดสินพระทัยทิ้งเมืองหลวง Teotihuacan แห่งอาณาจักร Aztecs โดยได้ออกเรือเดินทางไปในทะเลทางด้านตะวันตก และตั้งพระทัยว่าจะหวนกลับมาในปีที่ชาว Aztecs เรียกว่า Ce-Acatl

และเมื่อปีแห่งการรอคอยมาถึง ฝูงชนเผ่า Aztecs ที่คาดหวังจะเห็นเทพ Quetzacoatl ของเขาก็ได้เห็นพระศรีอาริย์จริง ๆ ในร่างกายของบุรุษผิวขาวที่สูงใหญ่และมีหนวด เขาคือ Hernando Cortez ผู้เป็นนายพลแห่งกองทัพล่าอาณานิคมของสเปน และนี่คือการเข้าใจผิดครั้งสำคัญของมนุษยชาติ เพราะท่านนายพลแทนที่จะนำความสุขสวัสดีมาสู่ชนเผ่า Aztecs ท่านได้นำทหารและดาบ มาสังหารชีวิตกษัตริย์ Montezuma แห่งอาณาจักร Aztecs จนอาณาจักรนี้ถูกทำลายราบคาบ

ทุกวันนี้ เมือง Teotihuacan มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นอนุสาวรีย์ และอาคารสถานมากมาย เมืองๆ นี้ตั้งอยู่ห่างจาก Mexico City ประมาณ 40 กิโลเมตร มีพีระมิดขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ พีระมิดแห่งพระอาทิตย์กับพีระมิดแห่งพระจันทร์ พีระมิดแห่งประอาทิตย์นั้นมีด้านๆ หนึ่งยาวประมาณ 200 เมตร และมีโครงสร้าง 4 ชั้น ทำให้ตัวพีระมิดสูงประมาณ 65 เมตร ยอดพีระมิดที่มีลักษณะราบ มีขนาด 20x30 เมตร ในอดีตคงเคยเป็นที่ตั้งของอาคาร แต่บัดนี้ไม่มีอาคารหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

  • พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ อันเป้นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดมโหฬารที่สุดในเมือง Teotihuacan สถานศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ห่างจาก Mexico City 40 กิโลเมตร และมีอายุประมาณ 1,600 ปี

ถึงแม้เมือง Teotihuacan จะมีประวัติย้อนหลังอันยาวนานถึง 2,800 ปี และเป็นเมืองที่มีขนาดมโหฬารที่สุดในทวีปอเมริกายุคนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเมืองๆ นี้ มีกษัตริย์ปกครองหรือไม่ หรือมีชื่อเดิมว่าอะไร แต่นักประวัติศาสตร์ก็พบว่า หลังจากเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 700 ปี ผู้คนก็ได้ทิ้งเมืองไปดังนั้น เมื่อชนเผ่า Aztecs เดินทางมาถึง และพบเมืองๆ นี้ ถึงจะเป็นเมืองร้างแต่ก็มีสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการมากมาย เขาจึงเรียกชื่อเมืองว่า Teotihuacan ซึ่งแปลว่า กรุงเทพ เพราะสวยปานสถานที่อยู่ของเทพเจ้า

ในการศึกษาประวัติความเป็นมาของนครนี้ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีมีความสนใจที่จะรู้ว่า ใครคือผู้สร้างนครนี้ และใครเป็นคนปกครองนครนี้เป็นคนแรก แต่เมื่อไม่มีใครพบหลักฐานใดๆ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือภาพแกะสลัก ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองลึกลับนี้เลย นักวิชาการหลายคน จึงคิดว่าคำตอบไขปริศนาของเมืองอาจจะซุกซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีใครขุดพบอะไรใต้ปฐพีอีก คนหลายคนจึงคิดว่า ถ้าดินไม่โปรด ฟ้าคงต้องเมตตาเป็นแน่

ความคิดทำนองนี้ไม่แปลก เพราะเมื่อ 40 ปีก่อนนี้ Luis Alvarez นักฟิสิกส์ระดับรางวัลโนเบล ได้เคยใช้เทคโนโลยีรังสีคอสมิก (cosmic ray) วิเคราะห์หาห้องลึกลับในตัวพีระมิด Kephren ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุง Cairo ในประเทศอียิปต์มาแล้ว และก็ได้พบว่า มหาพีระมิด Kephren ไม่มีห้องลึกลับอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในเลย
A. Menchaca เป็นนักฟิสิกส์ผู้หนึ่ง ที่สนใจไขปริศนาลึกลับแห่งพีระมิดของอารยธรรม Aztecs เขาเคยศึกษาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Oxford ในประเทศอังกฤษ แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่า วิชาฟิสิกส์ของอนุภาคมูลฐานที่เขาเรียนนั้น วันหนึ่งจะช่วยให้เขาได้ทำงานด้านโบราณคดีในประเทศเม็กซิโก

เขาเล่าว่า หลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษาแล้ว เขาได้มีโอกาสพบและสนทนากับ Alvarez ที่มหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley คนทั้งสองได้คุยกันถึงเรื่องพีระมิด Kephren และความประทับใจที่ได้จากการสนทนาครั้งนั้น ได้ทำให้ Menchaca คิดใช้เทคโนโลยีรังสีคอสมิก ค้นคว้าหาห้องลึกลับในพีระมิดของเม็กซิโกบ้าง

ตามปกติเวลารังสีคอสมิกจากอวกาศ พุ่งกระทบบรรยากาศของโลก การเป็นอนุภาคโปรตอนพลังงานสูง ทำให้ชนโมเลกุลของไนโตรเจนและออกซิเจนแตกกระจุยกระจาย และในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เกิดอนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่ง ที่นักฟิสิกส์เรียกว่า อนุภาค muon ด้วย อนุภาค muon ที่เกิดนี้มีจำนวนมากเป็นล้าน ถึงแม้มันจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่การมีความเร็วสูงมาก ทำให้มันสามารถเดินทางจากขอบบรรยากาศเบื้องบนลงมาได้ 10 กิโลเมตรถึงพื้นดิน แต่ถ้ามันปะทะสสารหรือวัสดุใดๆ มันก็จะถูกสสารหรือวัสดุนั้นๆ ดูดกลืนไปบ้าง และนักฟิสิกส์ก็ได้พบว่า ปริมาณการดูดกลืนขึ้นกับความหนาแน่นของสสารที่มันพุ่งผ่าน เช่น ถ้าวัสดุที่มันพุ่งผ่านเป็นคอนกรีต มันก็จะถูกดูดกลืนมากกว่าเวลามันพุ่งผ่านอากาศ

ดังนั้น ถ้านักฟิสิกส์เอาอุปกรณ์ตรวจจับอนุภาค muon นี้ วางใต้พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ (Pyramid of the sun) อุปกรณ์ก็จะสามารถบอกได้ว่าอนุภาค muon ที่มันรับได้นั้น ทะลุผ่านอะไรมาบ้าง และมาจากทิศทางใด เช่น ถ้านักวิทยาศาสตร์พบว่า สัญญาณที่ได้รับมาจากทิศ A มากกว่าทิศ B นั่นแสดงว่า ห้องลึกลับมีโอกาสอยู่ทางทิศ A มากกว่าทิศ B อนึ่ง ในการหาตำแหน่งของห้องลึกลับ นักวิทยาศาสตร์จำต้องตรวจหาตำแหน่งที่มันอยู่ใน 3 มิติ นั่นหมายความว่า เขาต้องวางอุปกรณ์หลายๆ ทิศทางและหลายๆ ที่

Menchaca อุปกรณ์ตรวจจับซึ่งมีลักษณะเป็นลูกบาศก์ และมีด้านยาวด้านละ 1 เมตร ในการจับอนุภาค muon ในการคาดคะเนของ Menchaca นั้นอุปกรณ์ของเขามีความไวมาก เพราะถ้าอนุภาค muon พุ่งผ่านพีระมิดตันอุปกรณ์เขาจะอ่านสัญญาณได้ประมาณ 100 ครั้ง/วินาที แต่ถ้าอนุภาค muon พุ่งผ่านห้องว่างอุปกรณ์จะอ่านได้มากกว่า 100 ครั้ง/วินาที

ปัญหาที่ใครต่อใครพากันห่วงใยคือ Menchaca จะเอาอุปกรณ์เข้าไปฝังใต้พีระมิดได้อย่างไร เพราะถ้าจะขุดลงไป เขาก็จะทำลายพีระมิด แต่ก็นับว่าเขามีบุญ เพราะคนที่สร้างพีระมิดได้ทำทางเข้าใต้พีระมิดให้เขาเรียบร้อย ระยะทางลึกประมาณ 100 เมตร ใหญ่และลึกพอจะให้เขาวางอุปกรณ์ได้

ดังนั้น ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ Menchaca แห่ง Institute of Physics ของมหาวิทยาลัย Mexico จะทำการวิเคราะห์ค้นหาห้องฝังพระศพของกษัตริย์ Aztecs โดยเข้าคาดว่า เขาจะเปิดอุปกรณ์รับสัญญาณนาน 1 ปี และจะวิเคราะห์สัญญาณโดยการใช้คอมพิวเตอร์ เขาคิดว่าอุปกรณ์ของเขาสามารถบอกตำแหน่งของห้องลึกลับผิดพลาดไม่เกิน 0.5 เมตร
การรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของห้องลับ (ถ้ามี) จะทำให้เรารู้ว่าในห้องนั้นมีสมบัติมหาศาล เช่น ทองคำและมรกตหรือไม่ หรืออาจจะมีเพียงโครงกระดูกและเอกสารเท่านั้น
ความสมหวังหรือผิดหวังสำหรับเรื่องนี้ จะเป็นจริงในอีก 1 ปีครับ