สิ่งที่มีความจำเป็น 2 อย่างในกระบวนการฉายรังสี
ต้นกำเนิดรังสีและวิธีการควบคุมพลังงานของรังสี
ในกระบวนการฉายรังสีอาหารนั้น ใช้ต้นกำเนิดแบบไอโซโทปรังสี
(วัสดุกัมมันตรังสี) โดยมีอุปกรณ์และเครื่องมือ ในการควบคุมทิศทางและขนาดของลำรังสี
การออกแบบและสร้างอุปกรณ์พิเศษ ในการควบคุมลำรังสี ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับรังสีขณะที่ปฏิบัติงาน
ไอโซโทปรังสีชนิดเดียวกันนี้ มีการใช้ในงานวิจัยทางการแพทย์
และงานรังสีรักษา อยู่ในหลายโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย ซึ่งการใช้งาน
ต้องมีความระมัดระวังในการดูแล การตรวจสอบ และการจัดการเมื่อเลิกใช้งาน
อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมลำรังสี จะมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถเปิดและปิดลำรังสีได้
แม้ว่าจะมีรังสีแกมมาแผ่ออกมา จากไอโซโทปรังสีตลอดเวลาก็ตาม
เกิดอะไรขึ้นเมื่ออาหารได้รับการฉายรังสี?
การฉายรังสี เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า กระบวนการแบบเย็น (cold
process) เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มอุณหภูมิ หรือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของอาหาร
ตัวอย่างเช่น แอปเปิ้ลฉายรังสี จะยังคงมีชุ่มฉ่ำและความกรอบอยู่เหมือนเดิม
เนื้อสดและเนื้อแช่แข็ง สามารถนำมาฉายรังสีได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้สุก
ขณะที่ฉายรังสี คลื่นพลังงานสูง จะไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ
โดยไม่มีรังสีตกค้างอยู่ในอาหาร เช่นเดียวกับที่ การปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ
หรือการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์ ฟันและกระดูกของเราที่ไม่มีรังสีตกค้างอยู่
อาหารชนิดไหนที่นำมาฉายรังสี
?
การฉายรังสีอาหารได้รับการับรองจากประเทศต่างๆ กว่า 37 ประเทศ
แต่ยังคงมีปริมาณการใช้ไม่มากนัก เนื่องจากยังมีปัญหาในการยอมรับของผู้บริโภค
และการก่อสร้างโรงงานฉายรังสีต้องใช้การลงทุนสูง ในสหรัฐอเมริกา
องค์การอาหารและยา หรือ FDA (Food and Drug Administration)
ได้รับรองว่าการฉายรังสี สามารถกำจัดแมลงจากข้างสาลี มะเขือเทศ
แป้งสาลี เครื่องเทศ ชา พืชผักและผลไม้ การฉายรังสีสามารถใช้ในการควบคุมการงอกและการสุกของผลิตผลทางการเกษตร
ในปี 1985 ได้มีการรับรองว่า การฉายรังสีสามารถทำลายพยาธิ trichinosis ในเนื้อหมูได้ มีการรับรองในเดือนเมษายน ปี 1990
ว่าวิธีการฉายรังสีสามารถใช้ในการควบคุมเชื้อ Salmonella และเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายชนิดอื่น
ในเนื้อไก่ ไก่งวง และเนื้อสัตว์ปีกรชนิดอื่นทั้งแบบสดและแช่แข็ง
|