น้ำมันเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

ในขณะที่สหรัฐกำลังเอาจริงเอาจังกับการสร้างกฎระเบียบ ที่จะช่วยให้กากนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ก่อปัญหาแก่โลกในช่วงนับพันหรือหมื่นปีข้างหน้า ใครจะคิดว่าประเทศที่รักธรรมชาติมากๆ อย่างฟินแลนด์ จะกลายเป็นดินแดนที่มีโรงฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีพลเมืองน้อยมาก แต่ประเทศรุ่งเรืองได้ด้วยอุตสาหกรรมหนัก กระดาษ และสินค้าที่พึ่งเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ และเทคโนโลยีรีไซเคิลต่างๆ ขณะเดียวกัน เป็นประเทศที่กังวลมากกับภาวะโลกร้อน การรักษาสิ่งแวดล้อม

สรุปได้ว่า อะไรที่ทำให้โลกสะอาดขึ้น คนฟินแลนด์เอาด้วยทั้งนั้น

แต่กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจทำให้เราต้องแปลกใจ เพราะกากนิวเคลียร์ก็ยังเป็นสิ่งที่มีอันตรายอยู่เสมอ และเวลาที่มันจะแพร่พิษร้าย ยืนยงอยู่ได้ถึงช่วง 1 แสนปี

ความจริงฟินแลนด์นั้น มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่แล้ว 4 โรง และในปีนี้กำลังลงมือสร้างโรงงานที่ 5 ซึ่งกำหนดจะเสร็จในปี 2009 ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Loviisa PWR
Olkiluoto BWR
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Loviisa และ Olkiluoto ของฟินแลด์

ในยุโรปนั้นหยุดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้วถึง 15 ปี เพราะรู้ถึงพิษภัยของมัน และรู้ว่าการปิดโรงงงาน และการจัดเก็บกากของมัน มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ดังนั้น วันนี้เราจึงเห็นสองค่ายของความคิดเสมอ ฝ่ายหนึ่งต่อต้านไฟฟ้าที่มาจากนิวเคลียร์ อีกฝ่ายเห็นด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือ หลายประเทศที่เคยไม่เห็นด้วย กลับเริ่มเปลี่ยน และคิดเรื่องไฟฟ้าจากนิวเคลียร์กันใหม่แล้ว ซึ่งรวมทั้งสหรัฐ

ขณะนี้ประเทศที่ยังยืนยันว่าไม่เอาไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เด็ดขาด ก็คือ สวีเดน เยอรมัน และเบลเยียม ส่วนพวกที่กลับแนวคิดแล้วก็เช่น อังกฤษ เช็ก สวิส ฮังการี สโลวะเกีย ฯลฯ

ว่ากันว่าเทคโนโลยีไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายขึ้น เชื่อใจได้มากขึ้น รวมทั้งถูกลงด้วย ฉะนั้น อย่าตกใจถ้าจะบอกว่า เฉพาะปีนี้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ทั่วโลก 23 แห่ง โดย 10 แห่ง อยู่ในเอเชีย ทั้ง จีน อินเดีย ไต้หวัน

วกมาที่คำถามที่ว่า ทำไมถึงสร้างกัน คำตอบง่ายๆ ก็คือ ราคาน้ำมันมันดิบที่สูงขึ้นไม่หยุด ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมันดิบ มักเป็นเหตุผลหลักที่คนต้องหันไปหาแหล่งพลังงานอื่น ซึ่งไฟฟ้านิวเคลียร์ ดูจะเป็นคำตอบที่ลงตัวมากๆ

เรื่องราคาน้ำมันนี้ก็ไม่ต่างไปจาก “คำสาป” ของธรรมชาติด้วย เพราะใครก็เชื่อว่าประเทศที่ร่ำรวยน้ำมัน เช่น ซาอุดิอาระเบีย จะนั่งยิ้มกับราคาที่พุ่งเอาๆ เพราะแม้ว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้ว น้ำมันจะบาร์เรลละ 10 เหรียญเศษ และซาอุฯ ยังมีน้ำมันให้ขุดขึ้นมาขายได้อีก 70 ปี แต่ความจริงก็คือ หากขืนพึ่งแต่น้ำมันอยู่อย่างเดียว วันหนึ่งคนทั้งโลกเกิดเลิกใช้ขึ้นมา ซาอุฯ จะเป็นอย่างไรยังนึกไม่ออก

ดังนั้น น้ำมันจึงเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งคนขายน้ำมัน ให้ลุกขึ้นมาทำสารพัดอย่างที่เรานึกไม่ถึง เช่น การปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเลิกพึ่งน้ำมันอย่างเดียว การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกเมื่อไม่กี่วันมานี้ การผ่อนปรนกฎเกณฑ์การเงิน ให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ฯลฯ และกำลังทำให้ซาอุฯ คิดเพลินไปว่า วันหนึ่งซาอุฯ จะเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนตลาดโลก เหมือนที่กำลังป้อนน้ำมันอยู่ขณะนี้

น้ำมันเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งจริงๆ

 
จากคอลัมน์ เจาะโลก ในหน้า 7 หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม 2548 โดย วิจักขณ์ ชิตรัตน์