ในปี พ.ศ. 2530 พิธีสารมอนทรีล (Montreal Protocol) กําหนดให้ประเทศต่างๆทั ่วโลกค่อยๆเลิกการ
ผลิตและการใช้สาร CFCs และสารเคมีอื่นๆที่ทําลายชั ้นโอโซน และทําการทดแทนด้วยสารเคมีและ
กระบวนการผลิตที่ไม่ทําลายชั ้นโอโซน การลดและเลิกใช้สาร CFCs มีผลดีต่อด้านอุณหภูมิโลกร้อน (Global
Change) เช่นกันเนื่องจากสาร CFCs ดูดความร้อนได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง
ฟอสซิล
รายงานยังเสนอแนะแนวทางดําเนินการเพื่อลดปัญหาอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นจาก CFCs โดยใช้สารเคมี
อื่นๆ มาทดแทนซึ่งจะช่วยให้ลดปัญหาดังกล่าวได้รวดเร็วกว่าการมุ่งหน้ ารณรงค์การลดก๊ าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ ่ งยังเป็ นประเด็นขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะยุโรปกับสหรัฐฯ โดยเน้ นวิธีการจัดการที่ดี
(Best Management Practices) เพื ่อตัดศักยภาพของสาร CFC ซึ ่งคาดว่าจะลดการปล่อยสารเคมีดังกล่าวกว่า
ครึ่งภายในปี พ.ศ. 2558 วิธีหนึ่งในการดําเนินการได้แก่ การปรับปรุงถังเก็บสาร CFC และทดแทน CFC
ด้วยสาร Hydrofluorocarbons (HFCs) ในตู ้เย็น แอร์คอนดิชั ่น และการนํ าสาร CFCs ในเครื่องใช้เหล่านี้ที่
หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนเพิ่มการใช้สารแอมโมเนียและไฮโดรคาร์บอนซึ่งไม่ก่อให้เกิดปัญหาอุณหภูมิ
โลกร้อนขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้รายงานยังเสนอให้หันมาสนใจในการดําเนินการตามความสมัครใจ เช่น Mobile Air
Conditioning Climate Protection Partnership ซึ่งมีทั้งภาครัฐ อุตสาหกรรม และกลุ่มสิ่งแวดล้อมมาร่วมมือ
เพื่อลดการปล่อยก๊าซทําความเย็นจากตู้เย็นอย่างน้อย 50 เปอร์เซนต์ และลดการใช้ก๊าซทําความเย็นที่ทําลาย
ชั ้นโอโซนในรถยนต์ 30 เปอร์เซนต์
ในที่สุดเมื่อมีการเลิกใช้สาร CFCs ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกําลังพัฒนาทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์
คงจะต้องมาพิจารณากันในประเด็นสําคัญว่าสาร CFCs ที่หมุนเวียน (Recycle) จากโฟมเก่าหรือเครื่องทําความเย็นเก่าที่ไม่ใช้ว่าจะทําลายอย่างไร ซึ่งพิธีสารมอนทรีลได้ให้ความเห็นชอบในเทคโนโลยีทําลาย CFCs
ไว้หลายวิธี นอกจากนี้ยังมีการเสนอความเห็นว่าหากมีความร่วมมือระหว่างพิธีสารมอนทรีลและพิธีสารเกียว
โตโดยอาศัยผลการศึกษาจากรายงานดังกล่าวจะทําให้การดําเนินงานในการป้ องกันชั ้นโอโซนและการป้องกัน
การเปลี ่ยนแปลงภูมิอากาศโลกจะได้ผลดีกว่าเดิมที่ผ่านมาและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
|