โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สาธิต (DPP) แบบ PBMR คาดว่่าจะเริ่มก่อสร้างที่ Koeberg ได้ในปี 2009 และจะเดินเครื่องถึงค่าวิกฤตได้ในปี 2013 แต่อาจจะมีความล่าช้าเนื่องจากปัญหาเรื่องเงินทุน โครงการ DPP ในปัจจุบันใช้ระบบหมุนเวียนไอน้ำ ซึ่งคาดว่าต้นทุนการก่อสร้างจะแข่งขันได้ เมื่อใช้เครื่องปฏิกรณ์เป็นโมดูลจำนวน 4-8 เครื่อง โรงไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์โรงแรกจะมีขึ้นภายหลังโครงการ DPP โดย Eskom คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อ 24 เครื่อง ซึ่งจะมีการปรับระบบการบำรังรักษาและการผลิตเชื้อเพลิงให้เป็นเชิงพาณิชย์ โดยมีการทำสัญญาสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแบบ pebble ที่ Pelindaba
ในเชื้อเพลิงแบบ pebble 210 กรัม มียูเรเนียมอยู่ 9 กรัม การบรรจุเชื้อเพลิงแต่ละครั้งจึงใช้ยูเรเนียม 4.1 ตัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้เชื้อเพลิงออกไซด์ (MOX) หรือทอเรียมต่อไป ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้แล้ว จะนำ pebble มาทำให้แตกออก นำเม็ดขนาดเล็กข้างในออกมาประมาณ 4% รวมทั้ง C-14 และนำกราไฟท์กลับมาใช้ใหม่
ในปี 2006 คณะกรรมการ PBMR สหรัฐอเมริกา ได้กำหนดแนวทางในการสร้าง PBMR ที่อุณหภูมิสูงขึ้น เพื่ื่อใช้ความร้อนในกระบวนการผลิต (Process Heat Plant, PHP) โดยให้เครื่องปฏิกรณ์มีอุณหภูมิ 950?C คาดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้เครื่องแรกในปี 2016 และจะนำไปใช้ในการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน ใช้ในกระบวนการกลั่นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้ในการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซมีเทน และกระบวนการเทอร์โมเคมี (thermochemical hydrogen production) การออกแบบนี้จะเสนอไปยังกระทรวงพลังงานสหรัฐ เพื่อให้พิจารณาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นหน้า (Next-Generation Nuclear Plant) และคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตการออกแบบจากคณะกรรมการควบคุมนิวเคลียร์สหรัฐ (US Nuclear Regulatory Commission)
การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ Modular Helium Reactor (MHR , or GT-MHR) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นของสหรัฐ จะสร้างเป็นโมดูล (module) ขนาด 600 MWt สำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า โดยใช้ก๊าซหมุนกังหันโดยตรง ด้วยประสิทธิภาพ (thermal efficiency) 47% มีกำลังผลิตไฟฟ้า 280 MWe นอกจากนั้น ยังสามารถใช้ในการผลิตไฮโดรเจน (ประมาณ 100,000 ตันต่อปี) และใช้ในกระบวนผลิตอุณหภูมิสูง (high temperature process) แกนเครื่องปฏิกรณ์เป็นวงกลม ประกอบด้วยคอลัมน์ของแท่งเชื้อเพลิงหกเหลี่ยม 102 แท่ง อยู่ภายในแท่งกราไฟท์ โดยมีช่องสำหรับให้แท่งควบคุมและให้ก๊าซฮีเลียมไหลผ่าน แท่งกราไฟท์ที่ใช้สะท้อนนิวตรอน (reflector) ติดตั้งอยู่ทั้งด้านนอกและด้านในแกนเครื่องปฏิกรณ์ เชื้อเพลิงมีการเผาไหม้ 220GWd/t โดยจะมีการเปลี่ยนครึ่งหนึ่งทุก 18 เดือน สารหล่อเย็นที่ออกจากแกนเครื่องปฏิกรณ์มีอุณหภูมิ 850?C และมีเป้าหมายที่จะให้เป็น 1000?C
เครื่องปฏิกรณ์ MHR พัฒนาโดยบริษัท General Atomics ของสหรัฐ ร่วมกับ OKBM ของรัสเซีย โดยได้รับการสนับสนุนจาก Fuji ประเทศญี่ปุ่น กับ Areva NP ในขั้นต้นนั้นจะใช้ในการนำพลูโตเนียมจากอาวุธนิวเคลียร์ที่เลิกใช้แล้ว ที่ Seversk (Tomsk) ในรัสเซีย การออกแบบเบื้องต้นสำเร็จเมื่อปี 2001 แต่โครงการสร้างเครื่องต้นแบบในรัสเซียนั้นดูเหมือนจะชะลอลงไป ส่วน Areva นั้นได้ดำเนินการแยกออกไปในโครงการที่ชื่อว่า Antares
กำหนดการในการพัฒนาโครงการนี้ จะมีการสร้างเครื่องต้นแบบในรัสเซีย ระหว่างปี 2006-09 และทำการควบคุมและตรวจสอบที่นั่น
เครื่องปฏิกรณ์แบบนี้ในรุ่นที่เล็กลง คือ Remote-Site Modular Helium Reactor (RS-MHR) มีกำลัง 10-25 MWe ดำเนินโครงการโดยบริษัท General Atomics ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 20% มีช่วงเวลาในการเปลี่ยนเชื้อเพลิง 6-8 ปี
เครื่องปฏิกรณ์ที่ออกแบบรุ่นที่สามของ Areva คือ Very High Temperature Reactor (VHTR) ซึ่งใช้หลักการของ MHR และร่วมดำเนินโครงการกับ Fuji เช่นกัน เครื่องปฏิกรณ์มีกำลัง 600 MW (thermal) มีการจัดเรียงเชื้อเพลิงรูปปริซึมเช่นเดียวกับ MHR โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้อุณหภูมิที่ออกจากแกนเครื่องปฏิกรณ์อยู่ที่ 1000?C ใช้ระบบหมุนเวียนแบบ indirect cycle โดยใช้ก๊าซผสมฮีเลียมกับไนโตรเจน (helium-nitrogen) ในระบบที่สอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีการปนเปื้อนสารรังสีที่ออกมาจากแกนเครื่องปฏิกรณ์ ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือโรงงานผลิตไฮโดรเจน
เครื่องปฏิกรณ์ HTR สามารถใช้เชื้อเพลิงทอเรียมได้ เช่น ใช้ HEU หรือ LEU กับ Th หรือใช้ U-233 กับ Th หรือใช้ Pu กับ Th ซึ่งประสบการณ์ในการใช้เชื้อเพลิงทอเรียมส่วนใหญ่จะทดลองกับเครื่องปฏิกรณ์ HTR บริษัท General Atomics กล่าวว่า เครื่องปฏิกรณ์ MHR มีสเปกตรัมของนิวตรอนที่เสถียร ทำให้เชื้อเพลิงของ TRISO สามารถใช้ธาตุในกลุ่ม transuranic (neptunium, plutonium, americium และ curium) ที่ได้จากเชื้อเพลิงใช้แล้วของเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้น้ำมวลเบา (light water reactor) ได้ ธาตุที่เป็น fertile ในกลุ่ม actinide นี้สามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาและมีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่สูงมาก โดยมากกว่า 500 GWd/t จึงเรียกว่า Deep Burn และเป็นที่มาของการออกแบบ DB-MHR ซึ่งสามารถใช้เชื้อเพลิง Pu-239 ได้มากกว่า 95% และ กลุ่ม actinideได้มากกว่า 60%
การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ HTR ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 3 แบบ และ AHTR จะเป็นส่วนหนึ่งของการชิงชัยเพื่อเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นหน้าของสหรัฐ
เครื่องปฏิกรณ์ Hyperion Power Module (HPM) เป็นเครื่องปฏิกรณ์ควบคุมด้วยตัวเอง (self-regulating) ใช้ไฮโดรเจนเป็นสารหน่วงนิวตรอน (hydrogen-moderate) และใช้โปแตสเซียมเป็นสารหล่อเย็น (potassium-cool) มีกำลังผลิต 70 MWt /25 MWe ใช้ uranium hydride เป็นเชื้อเพลิง เครื่องปฏิกรณ์รุ่นนี้ทำงานที่อุณหภูมิ 550?C โดยออกแบบมาให้ใช้งาน 5-10 ปี ก่อนจะส่งกลับโรงงานเพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ แกนเครื่องปฏิกรณ์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร สูง 2 เมตร ถูกปิดผนึกเป็นชิ้นเดียว สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เครื่องปฏิกรณ์ Hyperion Power Generation ได้เคยให้คณะกรรมการควบคุมนิวเคลียร์ (Nuclear Regulatory Commission) พิจารณาในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตในปี 2012 บริษัทผู้ออกแบบมีแผนที่จะเริ่มตั้งโรงงานในรัฐ New Mexico บริษัทรายงานว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2008 ประเทศในยุโรปตะวันออกได้ให้ความสนใจ เครื่องปฏิกรณ์รุ่นนี้มีราคา 28 ล้านเหรียญต่อหน่วย
เชื้อเพลิงยูเรเนียมไฮไดรด์(UH3) ในเครื่องปฏิกรณ์ชนิดนี้เป็นผงผสมกับไฮโดรเจนที่ใช้เป็นสารหน่วงนิวตรอน แต่เมื่ออุณหภมิสูงกว่า 550?C สารประกอบ UH3 จะแยกตัวออกทำให้การหน่วงนิวตรอนลดลงซึ่งมีผลทำให้ปฏิกิริยาในแกนเครื่องปฏิกรณ์ต่ำลง แต่เมื่อเย็นลง ไฮโดรเจนจะถูกดูดกลับเข้าไปอีกครั้ง ทำให้ปฏิกิริยาในแกนเครื่องปฏิกรณ์สูงขึ้น ถ้าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง พลังงานที่ให้ออกมาจะขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของ phase ของไฮโดรเจน ด้านนอกแกนเครื่องปฏิกรณ์จะเป็นที่เก็บไฮโดรเจนที่มีการควบคุมอุณหภูมิ และมีการวัดความดันของระบบทั้งหมด รวมทั้งอุณหภูมิที่ถูกต้องของแกนเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อความดันมากขึ้น ระบบทั้งหมดจึงมีการควบคุมด้วยตัวเอง รวมทั้งระบบความปลอดภัยด้วย เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะประมาณ 5% ซึ่งจะเผาไหม้จนเหลือ 3% ในเวลา 5 ปี การทำให้ปฏิกิริยายังเกิดขึ้นถึงค่าวิกฤตได้ โดยการลดสัดส่วนของดิวทีเรียมในไฮโดรเจน
เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้หลักการเดียวกับ HTR ของสหรัฐ คือ รุ่น Adams ของบริษัท Atomic Engines ขนาด 10 MWe ที่ใช้ระบบหมุนเวียนแบบ Brayton โดยใช้ก๊าซไนโตรเจนความดันต่ำเป็นสารหล่อเย็น และใช้กราไฟท์ในการหน่วงนิวตรอนเร็ว แกนเครื่องปฏิกรณ์เป็นรูปวงกลม เชื้อเพลิงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร น้ำหนัก 9 กรัม จำนวน 80,000 ลูก ซึ่งคาดว่าจะมีการเผาไหม้เฉลี่ย 80 GWd/t หน่วยแรกที่สร้างขึ้นมาจะมีอุณหภูมิจากแกนเครื่องปฏิกรณ์ 800?C มี thermal efficiency 25% กำลังของเครื่องปฏิกรณ์ควบคุมโดยการกำหนดอัตราการไหลของสารหล่อเย็น เครื่องต้นแบบจะสร้างเสร็จได้ในปี 2011 และเครื่องต่อมาในปี 2014 Adams Engine ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์รุ่นนี้เพื่อใช้สำหรับแข่งขันกับโรงไฟฟ้าชนิดกังหันก๊าซ
เครื่องปฏิกรณ์แบบ HTR ขนาดเล็กของรัสเซีย พัฒนาโดย NIKIET มีลักษณะเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลเคลื่อนที่ได้ (modular transportable small power nuclear reactor) หรือ MTSPNR สำหรับใช้ในการผลิตไฟฟ้าและความร้อนป้อนให้กับบริเวณที่ห่างไกล การทำงานของระบบหมุนเวียนเป็นแบบวงจรเดียว ระบายความร้อนด้วยก๊าซ เชื้อเพลิงใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 20% สามารถเดินเครื่องได้ 25 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าจะมีเครื่องปฏิกรณ์เป็นคู่ขนาด 2 MWe หรือ 8 GJ/hr คาดว่าจะมีราคาประมาณ 21 ล้านเหรียญ
เครื่องปฏิกรณ์แบบนิวตรอนเร็วระบายความร้อนด้วยโลหะเหลว (Liquid Metal cooled Fast Reactors)
เครื่องปฏิกรณ์แบบนิวตรอนเร็ว ไม่ต้องใช้สารหน่วงนิวตรอน (moderator) มีฟลักซ์ของนิวตรอนสูงกว่า และมักจะระบายความร้อนจากแกนเครื่องปฏิกรณ์ด้วยโลหะเหลว เช่น โซเดียม ตะกั่ว หรือ ตะกั่ว-บิสมัท ซึ่งมีจุดเดือดสูงและนำความร้อนได้ดี การทำงานจะใ้ช้ความดันใกล้เคียงกับความดันบรรยากาศ ใช้ระบบความปลอดภัยแบบ passive ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการหมุนเวียนโดยการพาความร้อน โดยตะกั่วจะไหลผ่านแกนเครื่องปฏิกรณ์ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า แท่งควบคุมโดยทั่วไปทำด้วยโบรอนคาร์ไบด์
เครื่องปฏิกรณ์ Encapsulated Nuclear Heat Source (ENHS) เป็นเครื่องปฏิกรณ์แบบระบายความร้อนด้วยโลหะเหลว ขนาด 50 MWe พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แกนเครื่องปฏิกรณ์อยู่ด้านล่างของสระที่บรรจุด้วยโลหะหลอมเหลวที่ใช้ระบายความร้อน โดยเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดไอน้ำจำนวน 8 ชุด การหมุนเวียนของสารหล่อเย็นทั้งในวงจรแรกในแกนเครื่องปฏิกรณ์และวงจรที่สองที่อยู่นอกแกนใช้การพาความร้อน โดยวงจรที่สองระบายความร้อนด้วยอากาศ แท่งควบคุมต้องมีการปรับแต่งทุกปี ตัวเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมดตั้งอยู่ในบ่อลึก 17 เมตร เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นอัลลอยด์ของยูเรเนียม-เซอร์โคเนียม (uranium-zirconium alloy) โดยเสริมสมรรถนะ 13% (หรือใช้ U-Pu-Zr ที่เสริมสมรรถนะ Pu 11%) มีอายุการใช้งาน 15-20 ปี หลังจากนั้น เครื่องปฏิกรณ์หน่วยนี้จะถูกย้ายออก เก็บไว้จนกระทั่งตะกั่ว (หรือ Pb-Bi) ที่เป็นสารหล่ออเย็นแข็งตัว จึงบรรจุลงในเครื่องป้องกันรังสีแล้วขนส่งกลับโรงงาน โดยเครื่องปฏิกรณ์อีกหน่วยหนึ่งที่มีเชื้อเพลิงใหม่พร้อมสารหล่อเย็นจะถูกขนส่งมาติดตั้งแทน เครื่องปฏิกรณ์แบบ ENHS ออกแบบมาสำหรับใช้ในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมีระบบป้องกันการแพร่ขยายอาุวุธนิวเคลียร์สูง แต่ยังคงห่างไกลจากการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์
โครงการที่สัมพันธ์กับ ENHS คือ Secure Transportable Autonomous Reactor - STAR พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการ Argonne ภายใต้การนำของ Lawrence Livermore Laboratory (DOE) เป็นเครื่องปฏิกรณ์แบบนิวตรอนเร็วระบายความร้อนด้วยตะกั่ว (lead-cooled fast neutron modular reactor) ขนาด 400 MWt ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมไนไตรด์ (U-transuranic nitride) ที่บรรจุในตลับ โดยเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 15-20 ปี เครื่องปฏิกรณ์ STAR-LM สร้างขึ้นสำหรับผลิตไฟฟ้า ทำงานที่อุณหภูมิ 578?C มีกำลังผลิต 180 MWe
เครื่องปฏิกรณ์ STAR-H2 มีการปรับปรุงสำหรับใช้ในการผลิตไฮโดรเจน เครื่องปฏิกรณ์มีอุณหภูมิ 800?C ใช้ก๊าซฮีเลียมในการพาความร้อนไปยังระบบผลิตไฮโดรเจนโดยการแยกด้วยวิธี thermochemical hydrogen production และที่อุณหภูมิต่ำลงจะใช้สำหรับการกลั่นน้ำทะเล ส่วนการผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์นั้น จะผลิตโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cells) จากไฮโดรเจน ซึ่งการพัฒนายังคงดำเนินต่อไป
เครื่องปฏิกรณ์ STAR ที่เล็กลงคือรุ่น Small Sealed Transportable Autonomous Reactor - SSTAR พัฒนาโดยความร่วมมือของโตชิบากับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ใช้ตะกั่ว หรือตะกั่ว-บิสมัทเป็นสารหล่อเย็น ทำงานที่อุณหภูมิ 566?C เครื่องกำเนิดไอน้ำอยู่ภายในระบบที่ผนึกปิดเข้าด้วยกัน โดยติดตั้งอยู่ใต้ระดับพื้นดิน เครื่องปฏิกรณ์มีกำลัง 10-100 MWe โดยการพัฒนามุ่งไปที่ขนาด 45 MWt/ 20 MWe ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 4 (Generation IV) ของสหรัฐ เมื่อใช้งาน 20 ปี จะต้องส่งเครื่องปฏิกรณ์ทั้งชุดกลับไปยังโรงงานเพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิง แกนเครื่องปฏิกรณ์ (รุ่นขนาด 20 MWe) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตร สูง 1 เมตร เครื่องปฏิกรณ์ SSTAR จะติดตั้งร่วมกับ กังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใน Brayton cycle โดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (supercritical carbon dioxide) คาดว่าจะมีการสร้างเครื่องต้นแบบในปี 2015
ตามหลักการของเครื่องปฏิกรณ์ STAR ทุกรุ่น จะต้องมีศูนย์สนับสนุนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เพื่อผลิตและนำเชื้อเพลิงกลับมาใช้ใหม่ (reprocessing) รวมทั้งการเติมผลผลิตฟิชชัน (fission products) เพื่อป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด และคาดว่าเครื่องปฏิกรณ์แบบ STAR-H2 จะสามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงยูเรเนียมและทรานส์ยูเรเนียม (transuranics) ได้หมด โดยจะเหลือกากนิวเคลียร์เป็นผลผลิตฟิชชันเท่านั้น
เครื่องปฏิกรณ์ LSPR ของญี่ปุ่น ใช้ตะกั่ว-บิสมัทเป็นสารหล่อเย็นให้กับเครื่องปฏิกรณ์ที่มีกำลัง 150 MWt /53 MWe ซึ่งบรรจุเชื้อเพลิงมาแล้วจากโรงงาน หลังจากใช้งานแล้ว 30 ปี จึงส่งกลับโรงงาน เครื่องปฏิกรณ์รุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับใช้ในประเทศกำลังพัฒนา
การพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ดำเนินการโดย Toshiba Corporation ร่วมกับ Japan's Central Research Institute of Electric Power Industry (CRIEPI) โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Japan Atomic Energy Research Institute (JAERI) คือเครื่องปฏิกรณ์ Rapid-L ขนาด 5 MWt, 200 kWe ใช้ ลิเทียม-6 (lithium-6) ซึ่งดูดกลืนนิวตรอนสูง เป็นตัวควบคุม ใช้เชื้อเพลิง 2700 แท่ง เป็นยูเรเนียมไนไตรด์ (uranium nitride) เสริมสมรรถนะ 40-50% ใช้โซเดียมหลอมเหลวเป็นสารหล่อเย็น กำลังของเครื่องปฏิกรณ์แปรผันตามอัตราการไหลของโซเดียม การควบคุมการทำงานของเครื่องปฏิกรณ์เป็นแบบ passive โดยใช้การขยายตัวของลิเทียม (lithium expansion modules, LEM) ถ้าแกนเครื่องปฏิกรณ์มีอุณหภูมิสูง ลิเทียมจะขยายตัวเข้าไปยังแกนเครื่องปฏิกรณ์ เข้าไปแทนที่ก๊าซเฉื่อย ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลง ตัวเครื่องปฏิกรณ์ทั้งชุดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร สูง 6.5 เมตร เปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 10 ปี โดยทำในบรรยากาศที่เป็นก๊าซเฉื่อย การเดินเครื่องสามารถทำโดยผู้ไม่มีประสบการณ์ก็ได้ เนื่องจากการออกแบบระบบความปลอดภัยที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง (inherent safety)
ระบบ Super-Safe, Small & Simple - 4S 'nuclear battery' พัฒนาโดยบริษัท Toshiba กับ CRIEPI ของญี่ปุ่น ร่วมกับ STAR และ Westinghouse ของสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องปฏิกรณ์ชนิดที่ใช้โซเดียมเป็นสารหล่อเย็น กับปั๊มแม่เหล็กไฟฟ้า มีระบบความปลอดภัยแบบ passive ระบบทั้งหมดผลิตจากโรงงาน แล้วขนส่งไปยังที่ตั้ง ติดตั้งที่ระดับใต้พื้นดิน นำไปผลิตไอน้ำด้วยระบบหมุนเวียนของโซเดียม สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 30 ปีก่อนจะเปลี่ยนเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร จำนวน 169 แท่ง ทำด้วยยูเรเนียม-เซอร์โคเนียม โดยใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำกว่า 20% หรือ U-Pu-Zr alloy โดยใช้พลูโตเนียมเสริมสมรรถนะ 24% มีกำลัง 10 MWe หรือใช้พลูโตเนียมเสริมสมรรถนะ 11.5% ซึ่งจะมีกำลัง 50 MWe และทำให้มีกำลังในการเดินเครื่องคงที่ตลอดอายุการใช้งานโดยการปรับตำแหน่งตัวสะท้อนนิวตรอน (reflector) ที่เป็นวงอยู่รอบแกนเครื่องปฏิกรณ์ให้สูงขึ้น 1 มิลลิเมตรต่อสัปดาห์ ในรุ่นที่มีกำลัง 10 MWe แกนเครื่องปฏิกรณ์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.68 เมตร สูง 2 เมตร และรุ่นที่มีกำลัง 50 MWe มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตร สูง 2.2 เมตร มีการเผาไหม้ 34,000 MWday/t หลังจากเดินเครื่อง 14 ปี จะถอดตัวดูดกลืนนิวตรอนที่ตรงกลางแกนเครื่องปฏิกรณ์ออก แล้วเริ่มปรับตำแหน่งตัวสะท้อนนิวตรอนจากด้านล่างขึ้นด้านบนอีก 16 ปี ซึ่งจะให้การเผาไหม้เชื้อเพลิง 34,000 MWday/t ถ้ามีปัญหาขณะเดินเครื่อง ตัวสะท้อนนิวตรอนจะตกลงด้านล่างของถังเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้ปฏิกิริยาค่อยๆ ต่ำลง อากาศที่หมุนเวียนจะทำให้ความร้อนค่อยๆ ลดลง อุปกรณ์ความปลอดภัยอีกระบบหนึ่ง คือ แท่งดูดกลืนนิวตรอนที่จะตกลงไปในแกนเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้เครื่องปฏิกรณ์ดับลง เมื่อใช้งานครบ 30 ปี เชื้อเพลิงจะถูกเก็บไว้ 1 ปี ให้ความร้อนและรังสีลดลง ก่อนจะถอดออกและขนส่งไปเก็บในสถานที่เก็บ
เครื่องปฏิกรณ์ 4S ทั้งรุ่นที่มีกำลัง 10 MWe และ 50 MWe ออกแบบมาให้มีระบบรักษาอุณหภูมิให้คงที่โดยอัตโนมัติ ที่ 550?C ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้อุณหภูมิที่สูงในการผลิตไฮโดรเจน โครงการนี้มีต้นทุน 2500/kW เหรียญ และมีต้นทุนค่าไฟฟ้า 5-7 cents/kWh ซึ่งสามารถแข่งขันได้กับหลายแห่งที่ผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล การออกแบบนี้ตั้งเป้าที่จะนำไปใช้ที่รัฐอลาสก้า โดยในปลายปี 2004 เมือง Galena ได้เห็นชอบในเบื้องต้นให้บริษัท Toshiba สร้างเครื่องปฏิกรณ์ 4S ในที่ห่างไกลนั้น โดยคณะกรรมการควบคุมนิวเคลียร์ (NRC) อยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขออนุญาตออกแบบ ที่คาดว่าจะพิจารณาได้ในเดือนตุลาคม 2010 (มีความล่าช้าออกไปจากปี 2009 เนื่องจากปริมาณงานของ NRC) และจะพิจารณาใบอนุญาตก่อสร้างและเดินเครื่อง (construction and operating licence, COL) เป็นลำดับต่อไป การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์รุ่นนี้ คล้ายกับเครื่องปฏิกรณ์ modular รุ่น PRISM ของบริษัท GE ขนาด 150 MWe ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ที่ระบายความร้อนด้วยโลหะเหลว มีระบบความปลอดภัยที่ทำงานได้เอง และอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบของ US NRC ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีในการได้รับใบอนุญาต โตชิบามีแผนที่จะทำตลาดโครงการนี้ไปทั่วโลก โดยจะจำหน่ายเพื่อการผลิตไฟฟ้าการใช้ในเหมืองที่ห่างไกล ใช้กลั่นน้ำทะเล และใช้ผลิตไฮโดรเจน โดยคาดว่าในที่สุดจะเป็นการจำหน่ายเพื่อใช้ผลิตไฮโดรเจนสำหรับนำไปผลิตไฟฟ้า |