รังสีคือแสงสว่างจากธรรมชาติ

ดร.สมพร จองคำ และ อารีรัตน์ คอนดวงแก้ว
ในธรรมชาติระบบสุริยจักรวาล ที่มีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดวงดาวทั้งหลายเป็นบริวาร โคจรโดยรอบ ดวงอาทิตย์ เปล่งแสงสว่าง และส่งผ่านความร้อน ให้แก่ดวงดาวต่างๆ โดยทั่วกัน โลกของเรา ได้รับรังสีความร้อน และรังสีจากแสงสว่าง เพื่อช่วยให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ มนุษย์และสัตว์ ต้องการแสงสว่าง และรังสีความร้อน ในกระบวนการเมตาบอลิสซึม คือ การเผาผลาญ อาหารในร่างกาย เพื่อการเจริญเติบโต รังสี แสงแดด และความร้อน ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสง หรือโฟโตซินเทซิส คือ การปรุงอาหารในพืช เพื่อการดำรงชีพ และการเจริญเติบโตของต้นพืชเหล่านั้น
แสงแดดแม้จะมีคุณอนันต์ต่อสิ่งมีชีวิต และมนุษย์บนโลก แต่ก็แฝงอยู่ด้วยอันตราย เมื่อร่างกายถูกแสงแดดปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เรามีอาการวิงเวียน หน้ามืด เป็นลมโดยรวดเร็ว หรือในเวลาที่สะสมนานกว่านั้น อาจทำให้ผิวคล้ำ และบางราย อาจถึงกับ เป็นโรคมะเร็งที่บริเวณผิวหนังได้
มนุษย์เรารับความรู้สึกและสัมผัสได้กับรังสีจากดวงอาทิตย์ เพียง2 ชนิด คือ รังสีของแสงสว่าง ที่สามารถรับได้ทางตา จากการมองเห็น และรังสีความร้อน จากความรู้สึกสัมผัส จากทางร่างกาย เรารู้สึกร้อนมาก เมื่อเราเดินอยู่ท่ามกลางแสงแดด และรู้สึกหนาว ในเวลากลางคืน ที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ดวงตามนุษย์ มองเห็นแสงอาทิตย์เป็นสีขาว แต่นักวิทยาศาสตร์ใช้ปริซึม สามารถแยกรังสีแสงออกได้ถึงเจ็ดสี คือ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง เราจะเห็นสีของแสงทั้งเจ็ดในฤดูฝน คือ สีของรุ้งกินน้ำ รุ้งกินน้ำ เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเมื่อรังสีแสงมากระทบกับปริซึม ในที่นี้ก็คือละอองน้ำ ที่มีปริมาณมาก จึงเกิดการหักเหของแสง แล้วแยกออกจากกัน เป็นรุ้งเจ็ดสี พาดโค้งตามแนวโค้งของโลก โดยเริ่มจาก สีม่วงที่มีพลังงานสูงสุด จะเกิดการหักเหมากที่สุด จะอยู่ด้านล่าง แล้วสีอื่นๆ ที่มี พลังงานต่ำกว่า ก็จะทับซ้อนขึ้นไป จนถึงยอด จะเป็นสีแดง ที่มีพลังงานต่ำที่สุด

ท่านคิดว่ารังสีจากแสงอาทิตย์ จะมีรังสีอื่นใด ที่อยู่เหนือ หรือมีพลังงานมากกว่าสีม่วง และรังสีที่มีพลังงานต่ำกว่าสีแดงหรือไม่? คำตอบคือ มี และได้แก่ รังสีเหนือม่วง หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า รังสีอัลตราไวโอเลต กับรังสีใต้แดง หรือ รังสีอินฟราเรดนั่นเอง ทั้งรังสีเหนือม่วง และรังสีใต้แดง ต่างมาจากรังสีแสงอาทิตย์ ปริซึมแยกออกได้ แต่ดวงตาของมนุษย์ มีขีดจำกัด ไม่สามารถมองเห็นแสงทั้งสองชนิดนี้ได้ รังสีเหนือม่วง เรียกโดยย่อว่า รังสียูวี คือ ตัวย่อของคำว่า รังสีอัลตราไวโอเลต นักวิทยาศาสตร์ ยังสามารถแยกออก เป็นสามกลุ่มตามพลังงาน ได้แก่ UV-A, UV-B และ UV-C โดยที่ UV-C มีพลังงานสูงสุด ร่างกายของคน โดยเฉพาะเด็กทารก ต้องพยายามให้ถูกแดดในเวลาเช้า จะทำให้ได้รับรังสี UV-C ทำให้ช่วยสร้างวิตามีนดีในร่างกาย มีผลทำให้กระดูกแข็งแรง แต่รังสียูวีส่วนใหญ่ เมื่อถูกร่างกายปริมาณมาก จะไม่ค่อยดี เป็นผลทำให้ร่างกายมีผิวคล้ำ และอาจเป็นบ่อเกิดมะเร็งผิวหนัง ขณะที่รังสีใต้แดง หรือ ไออาร์ ซึ่งเป็นตัวย่อของรังสีอินฟราเรด เป็นรังสีที่เกี่ยวข้องกับความร้อน คือ เป็นทั้งบ่อเกิดของความร้อน และใช้ตรวจหาบริเวณที่มีความร้อนได้ มนุษย์เรา มีความร้อนอยู่ในร่างกายโดยปกติ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเปล่งรังสีความร้อน หรือรังสีใต้แดงออกมารอบตัว แต่ตาคนเรา ไม่สามารถมองเห็นได้ ต้องใช้กล้องอินฟราเรดส่องดูจึงจะเห็น

นอกจากรังสีแสงอาทิตย์ที่มาจากธรรมชาติแล้ว ยังมีแสงอื่นใดอีกหรือไม่? คำตอบคือ แสงที่เกิดจากธรรมชาติ ที่มนุษย์สามารถมองเห็น ได้แก่ แสงเดือน แสงดาว หรือแสงจันทร์ ที่เกิดมาจากการสะท้อน ของแสงอาทิตย์มาเข้าตาเรา เราจึงมองเห็นดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้า นอกจากนั้น ยังมีแสงธรรมชาติ ที่เกิดจากฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และไฟที่ลุกไหม้ ตลอดจน ลูกไฟที่เรียกว่าบั้งไฟพญานาค ที่กำลังทำการพิสูจน์ทราบกันอย
สิ่งมีชีวิตให้กำเนิดแสงหรือไม่? มีพืชและสัตว์บางชนิดที่เรืองแสงออกมาได้ เช่น หิ่งห้อย ปลาไหลไฟฟ้า ปลาบางชนิด ที่อยู่ใต้ทะเลลึก สำหรับมนุษย ์ในจินตภาพปราชญ์ ได้แสดงรูปเคารพของพระศาสดา เช่น พระเยซู พระพุทธเจ้า ตลอดจนรูป ของเหล่าเทวดาทั้งหลาย มักจะมีแสงที่เรียกว่า ฉัพพรรณรังสี เปล่งออกมารอบพระเศียร ซึ่งเป็นการแสดงบุญญาธิการ ของผู้มีบุญบารมีในชั้นสูง รังสีแสงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ได้แก่ กองไฟ หรือเทียนไข จากการเผาไหม้ หรือปฏิกิริยาเคมี ของสาร พวกฮาโลเจนที่ติดไฟได้โดยง่าย นอกจากนั้น ก็เป็นแสงจากไฟฉาย ไฟฟ้า ตลอดจนสารเคมีบางชนิด ที่สามารถเรืองแสงในที่มืดและแสงเลเซอร์