ผู้อำนวยการ IAEA ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

คณะกรรมาธิการรางวัลโนเบลเปิดเผยว่า ผู้ที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2005 ไปครองได้แก่ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) และ โมฮัมเหม็ด เอลบาราเด ผู้อำนวยการ ชาวอียิปต์ ของทางไอเออีเอ อันเนื่องมาจาก ความพยายามของเอลบาราเด และไอเออีเอ ในการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย ของอาวุธนิวเคลียร์

ทางคณะกรรมการรางวัลโนเบล ได้กล่าวสดุดีว่า ทางทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และ เอลบาราเด ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ได้รับการเชิดชูเกียรติ “จากความพยายามของพวกเขาในการป้องกันไม่ให้พลังนิวเคลียร์ ถูกใช้เพื่อจุดมุ่งหมายทางการทหาร และทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า พลังงานนิวเคลียร์เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งสันตินั้น จะถูกใช้อย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

นอกจากนั้น ในคำสดุดีของคณะกรรมาธิการ ยังได้ยกย่องเอลบาราเดว่า เป็น “ผู้แทนที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว” ในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ภาระหน้าที่ของทางไอเออีเอ ก็มีความสำคัญอย่างเหลือคณานับ

หลังจากนั้น เมลิซซา เฟรมิง โฆษกของไอเอีเอ ออกมากล่าวหลังจากการประกาศผลรางวัลโนเบลว่า “พวกเราคือหน่วยงานที่มีความภาคภูมิใจมาก ในวันนี้ และพวกเราก็ภาคภูมิใจในตัว เอลบาราเด ผู้อำนวยการของเรายิ่งนัก”

อนึ่ง รางวัลที่ทางเอลบาราเดและไอเออีเอจะได้รับก็คือ เงินรางวัลมูลค่า 1.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ52,890,000 ล้านบาท) ซึ่งจะมีการมอบรางวัลในวันที่ 10 ธันวาคม ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ขณะที่รางวัลโนเบลในสาขาอื่นๆ จะมอบรางวัลกันที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้นได้เริ่มมีการมอบรางวัลมาตั้งแต่ปี 1901 และชื่อของรางวัลนั้นก็ตั้งตามผู้ริเริ่มก่อตั้งรางวัลนี้อย่าง อัลเฟรด โนเบล นักอุตสาหกรรมและนักประดิษฐ์ชื่อก้องชาวสวีเดน

ทั้งนี้ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นองค์การอิสระและมีความเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกับสหประชาชาติ ทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

ส่วน เอลบาราเด วัย 63 ปี ซึ่งรับตำแหน่งผู้นำไอเออีเป็นสมัยที่ 3 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นตัวละครเด่นในเวทีเจรจาข้อตกลงไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 ประเทศที่ถูกประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐฯ ตราหน้าว่าเป็น "อักษะปีศาจ" ได้แก่ อิรัก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน, อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

ก่อนสหรัฐฯ จะนำทัพเข้าบุกอิรักในปี 2003 เอลบาราเดเคยร้องขอต่อสหประชาชาติ ให้ยืดเวลาในการตรวจสอบข้อมูล เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธ โดยผิดข้อตกลงของอิรัก แต่สหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน สุดท้ายจึงต้องหน้าแตก เมื่อข้อมูลภายหลังเปิดเผยว่า ซัดดัมไม่มีอาวุธอำนาจทำลายล้างสูงอยู่ในครองครอง
 
“โมฮัมเหม็ด เอลบาราเด” ผู้อำนวยการทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เป็นชื่อที่ชาวโลกคุ้นหูอยู่แล้ว ในฐานะคนกลางที่ต้องจัดการกับปัญหานิวเคลียร์ใน 3 ประเทศที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตราหน้าว่าเป็น "อักษะปีศาจ"

แต่ไม่ว่าจะเป็นปัญหานิวเคลียร์ใน อิรัก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน, อิหร่าน หรือเกาหลีเหนือ นักการทูตชาวอียิปต์คนนี้ก็ยึดถือแนวทางการทูตเป็นที่ตั้ง โดยเน้นเป้าหมายสูงสุดคือต่อต้านการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ สร้างความสงบให้กับโลก หลายๆ คนจึงไม่แปลกใจที่เอลบาราเด และไอเออีเอ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2005 ไปครอง

"การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการทูต เมื่อใช้ร่วมกันแล้ว จะมีประโยชน์อย่างแท้จริง" นักการทูตวัย 63 ปี ซึ่งรับตำแหน่งผู้นำไอเออีเอเป็นสมัยที่ 3 เมื่อเดือนมิถุนายน 2005 กล่าว พร้อมขยายความว่า "เมื่อมีอำนาจที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการตรวจสอบ สนับสนุนโดยข้อมูลทั้งหมดที่มี และกระบวนการความร่วมมือที่เชื่อถือได้ รวมถึงการสนับสนุนจากความเห็นพ้องของนานาชาติ ระบบการตรวจสอบจึงจะได้ผล"

เอลบาราเด เกิดที่ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ปี 1942 สมรสแล้วและมีบุตร 2 คน และร่วมงานกับไอเออีเอมาได้สองทศวรรษแล้ว

เขาศึกษาวิชากฎหมายที่ไคโร และเข้าสู่วงการการทูตโดยทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ในปี 1964 จากนั้นได้เป็นหนึ่งในคณะทูตถาวรอียิปต์ ประจำสหประชาชาติ ทั้งที่นครนิวยอร์กและเจนีวา

เอลบาราเดศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่คณะนิติศาสตร์ นิวยอร์กยูนิเวอร์ซิตี ก่อนจะรับตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของโครงการกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สถาบันวิจัยและฝึกอบรมขององค์การสหประชาชาติ ในปี 1980

เขาขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวนการไอเออีเอต่อจาก ฮันส์ บลิกซ์ เมื่อปี 1997 และเป็นที่รู้จักในฐานะนักการทูตที่ยึดมั่นในแนวทางการเจรจา เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์

การที่เขาเป็นคนอาหรับ ทำให้ชาติอาหรับหลายประเทศไว้ใจและนับเขาเป็นพวก ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่ง แม้ว่าชาติตะวันตกบางชาติจะมองว่า เชื้อชาติทำให้เขาไม่ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับประเทศอย่างอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เอลบาราเดได้แสดงให้เห็นเด่นชัดว่า เขาเป็นผู้นำระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ ที่เป็นตัวแทนของประชาคมระหว่างประเทศ โดยไม่ได้เป็นผู้แทนของกลุ่มเชื้อชาติอาหรับ
ข่าวจาก..ผู้จัดการออนไลน์