ชี้อนาคตไทยใช้ “ชีวมวล” เป็นหลัก ปัด “นิวเคลียร์”
แม้พึ่งได้จริงๆ แต่ยังติดภาพปีศาจร้าย

ภาวะน้ำมันโลกใกล้หมด กลุ่มเอเปคระดมคาดการณ์หาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ ปัดนิวเคลียร์ออกจากโผ แม้มีศักยภาพเป็นพลังงานหลักในอนาคตได้ เพราะคนมองภาพเป็นปีศาจร้าย ชี้ไทยควรจะมุ่งใช้ “ชีวมวล” ขับเคลื่อนประเทศ ด้านนายกสมาคมนิวเคลียร์แนะอย่ายึดติดกับพลังงานรูปแบบเดียว หากจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้รีบตัดสินใจ พร้อมร่วมวง สสวท.ปรับตำราเรียนเด็ก ชี้ให้เห็นนิวเคลียร์มีประโยชน์

ช่วงนี้เริ่มมีข่าวดีเรื่องราคาน้ำมันลดลงมาให้เห็นบ้าง แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก นั่นคือพลังงานฟอสซิลที่เราคุ้นเคยนี้จะหมดไปในอนาคตอันใกล้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า ดังนั้นทางเอเปคหรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
เอเชีย-แปซิฟิคจึงได้รวมกลุ่มกัน เพื่อคาดการณ์เทคโนโลยีเชื้อเพลิง ที่จะเข้ามาทดแทนพลังงานน้ำมันในอนาคต และเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาก็ได้มีประชุม “คาดการณ์เทคโนโลยีเชื้อเพลิงในอนาคต” ณ โรงแรมแม่ปิง จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งจากไทยและต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา แคนาดา ประมาณ 150 คน

ประชุมระดับเอเปคคาดการณ์พลังงานหลักในอนาคต

ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว เป็นวาระสุดท้ายของการมองภาพอนาคตของเทคโนโลยีเชื้อเพลิง พร้อมทั้งกำหนดแผนที่นำทาง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานในอนาคต ที่มี "ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค" (APEC Center for Technology Foresight) ที่อยู่ภายใต้การทำงานของ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และการดูแลของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นการแกนนำ กลุ่มเอเปคดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2547-2548 โดยมีการประชุมมาก่อนหน้านี้แล้ว 3 ครั้งที่ จ.กระบี่ ประเทศไทย เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศ แคนาดา เมืองปิงตุง ประเทศไต้หวัน และล่าสุดที่ จ.เชียงใหม่
       
        ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ ผู้อำนวยการเอ็มเทคกล่าวว่าในการประชุมที่ จ.กระบี่ได้ภาพของทิศทางเทคโนโลยีหลายทาง จากนั้นเมื่อประชุมต่อที่แคนาดา ก็ได้นำภาพที่คาดการณ์มาพิจารณาต่อ ว่าเราควรจะเลือกเดินไปยังทิศทางไหน ซึ่งหากมุ่งไปที่พลังงานฟอสซิล หรือน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม จะเกิดปัญหาในเรื่องการค้นหาแหล่งน้ำมัน จากการขาดแคลน เนื่องจากแหล่งน้ำมันนับวันจะลดน้อยลงและหายากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาเชื้อเพลิงสูงมาก อีกทั้งยังมีเรื่องต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่พิจารณาด้วย

ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์
ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทค

        ชี้ไทยเป็นผู้นำเอเชียด้านชีวมวล พร้อมดันเป็นพลังงานหลักในอนาคต

จากการคาดการณ์อนาคตของเทคโนโลยีเชื้อเพลิงที่ผ่านมา ได้ข้อเสนอว่ามีพลังงานทางเลือก 3 ทางคือ พลังงานชีวมวล (Biomass) พลังงานไฮโดรคาร์บอนรูปแบบใหม่ (Unconventional Hydrocarbon) เช่น น้ำมันจากทรายน้ำมันและพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ในรูปแบบของเซลล์เชื้อเพลิง ที่หลายประเทศมีการพัฒนากันไปพอสมควรแล้ว ทั้งนี้คาดการณ์กันว่าอีกประมาณ 20-30 ข้างหน้า พลังงานไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานหลักที่เหมาะสมสำหรับทดแทนพลังงานที่มีอยู่

อย่างไรก็ดีใช่ว่าทุกประเทศจะต้องพัฒนาแหล่งพลังงานไปในทิศทางเดียว เพราะแต่ละประเทศ มีพื้นฐานและความพร้อมที่ต่างกัน ดร.ปริทรรศน์กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมทางด้านเชื้อเพลิงชีวมวลมากกว่าประเทศอื่น เพราะไทยมีความได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่เพาะปลูก และเริ่มมีความตื่นตัวในการใช้พลังงานจากชีวมวลมากขึ้น พร้อมชี้ให้ภาพว่า ปัจจุบันมีสถานีน้ำมันให้บริการแก๊สโซฮอล์กว่า 1,000 แห่งแล้ว อีกทั้งยังเรียกได้ว่า ไทยค่อนข้างเป็นผู้นำระดับเอเชียในด้านนี้ ดังนั้น พลังงานจากชีวมวล จึงเป็นสิ่งที่ไทยอยากพลักดัน ให้ทางเอเปคยอมรับซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสนับสนุน การลงทุนวิจัยและการตั้งศูนย์สำหรับเรื่องนี้ต่อไป

 ในขณะที่ไทยมองว่า พลังงานชีวมวลจากการนำพืชเกษตร มาผลิตเป็นเอทานอล เพื่อใช้กับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นฐานพลังงานของประเทศ แต่แคนาดาก็มองว่า พลังงานไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นรูปแบบพลังงานเช่นเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เราใช้อยู่นั้นน่าจะเป็นอนาคตที่ดี ทั้งนี้เพราะประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มี “ทรายน้ำมัน” ซึ่งสามารถสกัดเอาน้ำมันออกได้ ดร.ปริทรรศน์คาดว่าแคนาดาน่าจะสกัดน้ำมันจากแหล่งดังกล่าวด้วยต้นทุน 25 เหรียญต่อบาร์เรลได้แล้ว
         
        เสนอแนวคิดมาตรฐานชีวมวล กำหนดเกณฑ์เครื่องยนต์รถ
       
        สำหรับที่สรุปในการประชุมระดับเอเปคครั้งสุดท้ายนี้ สมาชิกไม่โต้แย้ง ในการนำแผนที่นำทาง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกทั้ง 3 ที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแต่ละประเทศ ก็มีทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีเชื้อเพลิงของตัวเอง ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในระยะเวลา 30 ปี 3 ช่วงคือ พ.ศ.2553 พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2573
       
        นอกจากนี้ใน ที่ประชุมยังมีการเสนอโครงการความร่วมมือหลายด้าน ซึ่งมีตัวอย่างข้อเสนอ ที่จะทำโครงการพัฒนาข้อกำหนดเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยซึ่งจะให้เป็นที่ยอมรับ และใช้งานได้ในหลายๆ ประเทศ เพราะว่าข้อกำหนดเชื้อเพลิง จะเป็นตัวกำหนดชนิดของเครื่องยนต์ที่ใช้ ในการคมนาคมขนส่ง เช่นถ้าตลาดของเอเปค ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ กำหนดให้ใช้ไบโอดีเซลหรือเอทานอล 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมาตรฐานออกมา ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้บริษัทรถยนต์ ต้องผลิตรถยนต์ขึ้นมารองรับ ซึ่ง ดร.ปริทรรศน์ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะทำโครงการนี้ และจะผลักดันให้ทั่วโลกยอมรับได้ต่อไป ทั้งนี้คาดว่า จะเริ่มที่มาตรฐานของไบโอดีเซล ซึ่งมีเอทานอลเป็นส่วนผสม 5-10 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ก่อน
       
        หลังจากการประชุมนี้ ดร.ปริทรรศน์กล่าวว่าทางเอ็มเทคจะผลักดันให้มีการ คาดการณ์เทคโนโลยีเชื้อเพลิงหลักของไทย ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ และสอดคล้องกับนโยบายพลังงาน โดยผลคาดการณ์เทคโนโลยีนี้ได้ใช้เวลาทั้งหมด 11 เดือน ดังนั้นคาดว่า หากตั้งใจทำอย่างจริงจัง ก็จะใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน และเห็นผลหลังครึ่งปีของ พ.ศ.2549 ซึ่งจะประสานงานกับทางภาครัฐต่อไป และคาดว่าจะเริ่มที่เชื้อเพลิงชีวภาพ และเซลล์แสงอาทิตย์ก่อน แต่ก็ยอมรับว่าสถานภาพปัจจุบันของพลังงานทั้ง 2 ยังเป็นได้แค่พลังงานทางเลือก และไม่สามารถนำมาทดแทนพลังงานหลักที่มีอยู่ได้
       
        ชีวมวล-แสงแดด ยังเป็นได้แต่ทางเลือกแต่ทางหลักแน่ๆ คือ “นิวเคลียร์”
       
        “ถ้ามองว่าจากสถานการณ์ขณะนี้เราบอกว่าเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทางเลือก ไม่ใช่พลังงานทดแทน หมายความว่าไม่สามารถเอามาทดแทนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นเพียงทางเลือกเสริม แล้วทำให้มันมีความมั่นคงทางด้านของพลังงานมากขึ้น” ดร.ปริทรรศน์กล่าวพร้อมให้ความเห็นว่า พลังงานที่จะทดแทนเชื้อเพลิงหลักได้แน่ๆ คือ พลังงานนิวเคลียร์ หากแต่ในการประชุมระดับเอเปคนี้ ไม่ได้ใส่ไว้ในตัวเลือกแม้จะมีการพูดถึงทั้ง 4 ครั้ง

ผศ.ดร.สมพร จองคำ
รองเลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และนายกสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย
        “มันซ่อนอยู่ในขณะที่เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทุกครั้งเลย ที่กระบี่ก็ดี แคนาดาก็ดี ไต้หวันก็ดี มีพูดเรื่องนิวเคลียร์ตลอดเวลา แต่เราไม่ใส่เพราะเรารู้ว่าใส่เมื่อไหร่มีปัญหาเมื่อนั้น ต้องมีการเถียงกัน เพราะพูดถึงนิวเคลียร์ คนจะนึกภาพปีศาจร้ายขึ้นมาทันที ถามว่าพลังงานที่สะอาดที่สุดในขณะนี้คืออะไร ก็คือนิวเคลียร์นะครับ ถามว่าเซฟไหม มันเซฟ เดี๋ยวนี้มันปลอดภัยมหาศาลเลย”
       
        “ถามว่าทำไมไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์... ก็เพราะคนกลัวระเบิด เวียดนามก็จะสร้างแล้ว ถ้าระเบิดเราก็กระทบเหมือนกัน แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ ตราบใดที่เรายังไม่สร้างนั้น การจะสร้างบุคคลากร พัฒนานักวิทยาศาสตร์ นักศึกษาปริญญาโท-เอก ก็ไม่เกิดขึ้น คนเราก็จะไม่มี ดังนั้นถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาก็ขาดคนมีความรู้ป้องกัน เกิดวันหนึ่งอีก 5 ปี ข้างหน้า เราเห็นว่า แก๊สไม่พอแล้ว ตัดสินใจทำ ถึงเวลานั้นอีก 20 ปีถึงจะเสร็จ แล้วจะทันเหรอ” ดร.ปริทรรศน์ตั้งคำถาม
       
        ปรับแบบเรียนให้ยอมรับประโยชน์ “นิวเคลียร์”
       
        ทางด้าน ผศ.ดร.สมพร จองคำ รองเลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และนายกสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า แหล่งพลังงานที่ไทยใช้ผลิตไฟฟ้านั้นกำลังจะหมดลง นิวเคลียร์ก็จะเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับวิกฤตพลังงาน ซึ่งไม่พูดตอนนี้ก็ได้ แต่หากตัดสินสร้างในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ไม่ทันแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร การก่อสร้าง ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแต่เนิ่นๆ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ
       
        “ฟอรัมนี้เขายังไม่พูด เพราะส่วนใหญ่ประเทศในกลุ่มเอเปค มีประเทศนิวเคลียร์ไม่กี่ประเทศ ประเทศผู้ขายในเอเชียก็มีอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลียน่าจะเป็นได้ แต่เขามีพลังงานเหลือเฟือ ทั้งพลังงานถ่านหิน ทั้งยูเรเนียม สำหรับทำนิวเคลียร์ซึ่งจะทำเมื่อไหร่ก็ทำได้ แต่คนเขาไม่เยอะก็ยังพึ่งถ่านหินได้ ถึงอย่างไรถ่านหินก็อยู่ได้อีกแค่ประมาณ 100 ปี ก็เป็นรุ่นหลานเรา แล้วจะเอาพลังงานจากไหน ยุคต่อไปยังมองไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะเป็นอย่างไร อีกไม่กี่ปีแก๊สจะหมดแล้ว ลูกหลานเราจะเป็นยังไงยังไม่รู้เลย” ผศ.ดร.สมพรกล่าว พร้อมชี้ว่า ไม่ควรพึ่งพลังงานใดอย่างเดียว เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง
       
        “ปัจจุบันนี้เราเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 20,000 เมกกะวัตต์ แต่ละปีมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1,500 เมกะวัตต์ เท่ากับโรงไฟฟ้า 1 โรง การใช้พลังงานเพิ่มขึ้น เพราะคนเราเพิ่มขึ้น และยิ่งเราเป็นประเทศที่ผลิตของขายด้วย โรงแรมก็เพิ่ม เพราะฉะนั้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ก็เท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรง อายุไขโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 60 ปี แต่สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 10 ปี ต้นทุนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ตกอยู่ที่การสร้างระบบความปลอดภัย เพราะเรากลัวกันมาก จึงทำให้โครงสร้างในการควบคุมปลอดภัยมีราคาที่สูง ส่วนราคาเชื้อเพลิงต่ำกว่าเชื้อที่ใช้อยู่กันอยู่ในปัจจุบันมาก”
       
        ผศ.ดร.สมพรยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานิวเคลียร์ถูกมองในแง่ร้ายตลอด เพราะในบทเรียนสำหรับนักเรียน มักจะเอ่ยถึงเพียงว่ามีการทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลก ซึ่งทำให้นิวเคลียร์กลายเป็น “ผี” ในสายตาของคนทั่วไป ผศ.ดร.สมพรจึงได้ช่วย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวท.) ในการปรับปรุงการเรียนการสอน ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมศึกษา เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพ ว่านิวเคลียร์ยังนำไปใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานได้ ทั้งนี้ประเทศไทย ก็มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์กันอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์ในรูปแบบรังสี จากสารกัมมันตรังสี เช่น ตามโรงพยาบาลต่างๆ ก็มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในรูปแบบรังสีเอ็กซ์ สำหรับการรักษาและวินิจฉัยโรค เป็นต้น
 
จากข่าว ผู้จัดการออนไลน ์ 22 พฤศจิกายน 2548 13:05 น.
เวบไซต์ www.manager.co.th