สธ.หาค่ามาตรฐาน “รังสีรักษา” ฉบับแพทย์ไทย
ปีหน้าเสร็จประกาศเป็นคู่มือสกัดเอกซเรย์เกิน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ล้อมคอก การใช้รังสีทางการแพทย์ สุ่มวัดปริมารรังสีในผู้ป่วยทั่วประเทศ มุ่งหาค่าที่ปลอดภัย สำหรับหมอและคนไข้ ก่อนประกาศเป็นตัวเลขมาตรฐานที่ยอมรับได้ คาดแล้วเสร็จกลางปีหน้า

นายสุรศักดิ์ ปริสัญญกุล ผู้อำนวยการกองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ขณะรับการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยทั่วไป จากนั้น จะนำค่าที่ได้มากำหนดเป็นมาตรฐานการใช้รังสีทางการแพทย์ของประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางการใช้งานรังสีในสถานพยาบาล และนำไปสู่การลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ

โครงการดังกล่าว เริ่มต้นสุ่มวัดปริมาณรังสีในผู้ป่วย ปละนำผลที่วัดได้มาวิเคราะห์ ให้เป็นมาตรฐานที่แพทย์ยอมรับ และอ้างอิงกับค่ารังสีที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) กำหนด

มาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) และพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุให้บุคคลที่ทำงานในบริเวณรังสี ได้รับรังสีตลอดทั่วร่างกาย ไม่เกิน 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี (เฉลี่ยในช่วง 5 ปี ติดต่อกัน) โดยในแต่ละปี จะรับรังสีได้ไม่เกิน 50 มิลลิซีเวิร์ต และในช่วง 5 ปีติดต่อกันนั้น จะต้องได้รับรังสีไม่เกิน 100 มิลลิซีเวิร์ต

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะขยายการดำเนินโครงการศึกษาปริมารรังสี ที่ผู้ป่วยได้รับไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูลจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ ประมาณ 6 เดือน หลังจากที่ปัจจุบัน สุ่มเก็บตัวอย่างในกรุงเทพฯ เสร็จสิ้นแล้ว” ผู้อำนวยการกองรังสีและเครื่องมือแพทย์กล่าว

ในส่วนของการดูแลมาตรฐานการใช้รังสีทางการแพทย์นั้น กองรังสีฯ ได้ตรวจสอบเครื่องมือ ที่เกี่ยวข้องกับรังสีทุกประเภท อาทิเช่น เครื่องเอกซเรย์ เครื่องซีทีสแกน ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ที่มีอยู่ 7,000-8,000 เครื่อง ให้มีคุณภาพพร้อมช้งานเป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าระวังความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น แม้จะมีความเป็นไปได้ต่ำ เมื่อเทียบกับการใช้รังสีในภาคอุตสาหกรรม

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การใช้รังสีทางการแพทย์ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทั้งในงานวินิจฉัยโรค รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอันตรายสูงเช่นกัน โดยบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับรังสี เป็นเวลานาน มีโอกาศได้รับอันตรายจากรังสีในระยะยาว ผลของอันตรายดังกล่าว อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ เช่น โรคมะเร็ง โรคต้อกระจก การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรืออาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งจะส่งผลในรุนลูกหลาน


หนังสือ กรุงเทพฯธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2549 คอลัมน์ นวัตกรรม&วิทยาศาสตร์